เมย์แบงก์ ชี้ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้น หลังเฟดหั่นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี จับตา Dot Plot ส่งสัญญาณปี 2027

21 Sep 2026

เมย์แบงก์มองตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้น หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี ชี้ตลาดรับรู้แรงกดดันไปมากแล้ว จับตา Dot Plot ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยปี 2027 แนะทยอยสะสมหุ้นโลก–สหรัฐฯ–เทคโนโลยี–การเงิน


บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวหลังผ่านช่วงปรับฐานจากความกังวลเรื่องการกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยมองว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่ Dot Plot ล่าสุดยังส่งสัญญาณว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้อาจไม่ได้รุนแรงเท่ารอบที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงทรงตัวในปี 2027 ก่อนเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในปี 2028–2029

 

ในการประชุมล่าสุด เฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75–4.00% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด ขณะที่ Dot Plot สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่เฟด 16 จาก 18 รายคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้ ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับเดียวกัน ณ สิ้นปี 2026 และ 2027 และมีโอกาสปรับลดลงอีกปีละ 1 ครั้งในปี 2028 และ 2029

 

ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนเมย์แบงก์ มองว่า แม้การกลับมาขึ้นดอกเบี้ยจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่การปรับฐานของตลาดในช่วงก่อนการประชุมเฟดได้สะท้อนความกังวลไปมากแล้ว ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยจากนี้มีความชัดเจนมากขึ้น จึงช่วยลดความไม่แน่นอนและเปิดโอกาสให้ตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มผลประกอบการอีกครั้ง

 

ข้อมูลจากการศึกษาพฤติกรรมตลาดหุ้นหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟดใน 3 วัฏจักรล่าสุด ได้แก่ ปี 2004, 2015 และ 2022 พบว่า ดัชนี S&P 500 มักเผชิญแรงขายในช่วง 1–3 เดือนแรก โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ -3.9% และ -6.3% ตามลำดับ ก่อนที่ผลตอบแทนเฉลี่ยจะกลับมาเป็นบวกประมาณ3.4% ในช่วง 12 เดือนถัดมา  ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การขึ้นดอกเบี้ยมักสร้างแรงกดดันด้านจิตวิทยาต่อตลาดในระยะสั้น แต่หากเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่องและผลประกอบการภาคธุรกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ตลาดหุ้นมีโอกาสกลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานได้อีกครั้ง

 

กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าและบริการฟุ่มเฟือย การเงิน อาจอ่อนไหวช่วงแรก แต่มีโอกาสฟื้นตามเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) เนื่องจากมูลค่าหุ้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความคาดหวังต่อการเติบโตของกำไรในอนาคต

 

ขณะที่กลุ่มสินค้าและบริการฟุ่มเฟือยมีความเสี่ยงจากกำลังซื้อที่อาจชะลอลงตามต้นทุนทางการเงินของผู้บริโภค ส่วนต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวต่อเนื่อง กลุ่มดังกล่าวก็มีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางผลประกอบการ โดยเฉพาะหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรชัดเจนและฐานะการเงินแข็งแกร่ง

 

ในทางกลับกันกลุ่มสุขภาพและกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันมีแนวโน้มช่วยเพิ่ม เสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน จึงมีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่น

 

วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ “จำกัดกว่าอดีต”

 

เมย์แบงก์ยังประเมินว่า ขนาดของวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยรอบปัจจุบันมีโอกาสจำกัดเมื่อเทียบกับวัฏจักรในอดีต โดย 3 รอบล่าสุด ได้แก่ ปี 2004–2006, 2015–2018 และ 2022–2023 ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ปี และมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมเฉลี่ยประมาณ 3.92% แต่เมื่อพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 3.75–4.00% แม้ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 5.50% จะหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกประมาณ 1.50% ซึ่งยังต่ำกว่าขนาดการปรับขึ้นเฉลี่ยของ 3 วัฏจักรก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น จึงประเมินว่า แรงกระทบจากต้นทุนทางการเงินต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและตลาดหุ้นในรอบนี้อาจไม่รุนแรงเท่ากับวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยในอดีต โดยเฉพาะหลังตลาดผ่านช่วงปรับฐานจากความกังวลเรื่องนโยบายการเงินไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมัน อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟดแตกต่างไปจากที่ประเมินไว้ปัจจุบันได้

 

แนะใช้จังหวะผันผวนทยอยสะสมสินทรัพย์คุณภาพ

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เมย์แบงก์มองว่า ช่วงตลาดผันผวนสามารถใช้เป็นโอกาสทยอยสะสมสินทรัพย์ที่มีศักยภาพระยะกลางถึงยาว โดยเน้นการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นโลก หุ้นสหรัฐฯ รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีและการเงินที่มีโอกาสฟื้นตัวหากเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง

 

ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่น่าสนใจตามมุมมองของเมย์แบงก์ ประกอบด้วยกองทุนหุ้นโลก: ES-GCORE, ES-GQG, KKP PGE-H, UGDIVP; หุ้นสหรัฐฯ:ES-USBLUECHIP, K-USA-A(A), K-US500X-A(A); เทคโนโลยี: KT-TECHNOLOGY-A, DAOL-GTECH, K-GTECH, K-ATECH; การเงิน: KT-FINANCE-A, LHUSFIN-A, M-EUBANK รวมถึง DR หุ้นสหรัฐฯ:SP500US80, SP50001 และ DR กลุ่มเทคโนโลยี: GOOG80, INTEL80, NVDA80, SPACEX80 

 

ทั้งนี้ นักลงทุนควรพิจารณาสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และติดตามทั้งทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ Bond Yield เงินเฟ้อ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังมีโอกาสสร้างความผันผวนให้กับตลาดในระยะข้างหน้า

Highlights News

ทรูสร้างปรากฏการณ์คึกคักทั่วไทย ส่งมอบ iPhone 18 Pro / Pro Max เชื่อมทุกโมเมนต์บน True5G และ True PA
18 Sep 2026
เปิดประสบการณ์วันแรกของสาวก iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ทั่วประเทศ ทรูเดินหน้าตอกย้ำ Ecosystem ที่ผสาน เครือข่าย True5G แล [..]
20 ปี PIM บทพิสูจน์จากมหาวิทยาลัยเซเว่น สู่มหาวิทยาลัยสร้างคน
18 Sep 2026
เกือบ 20 ปีบนเส้นทางการศึกษาของ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) สะท้อนแนวคิด “เรียนไป ทำงานไป” ที่เปลี่ยนห้องเรียนให้เชื่อมต่อกั [..]
ไชยชนก ประกาศ “คลาวด์แห่งชาติ” ยกระดับ GDCC สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติ หนุนรัฐบาลดิจิทัลเต็ม [..]
22 Aug 2026
กว่า 4,000 ระบบงานบน GDCC สะท้อนคลาวด์กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของภาครัฐไทย
ทิพยประกันชีวิต H1/69 โตแรง เบี้ยโต 23% กำไร 504 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ “Grow together with AI” พร้อมใช [..]
19 Aug 2026
จับตาเกมของธุรกิจประกันชีวิต เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเติบโต

find me on socials

Find us on Facebook

NEWS UPDATE